ทำไมใคร ๆ ก็เลือกเมืองไทย เจาะลึกพิกัดยอดฮิตของ Expat และชาว Digital Nomad

ากย่านแสงสีที่ไม่เคยหลับใหลในกรุงเทพฯ ไปจนถึงความเงียบสงบของเมืองชายทะเลอันงดงาม วันนี้ "ประเทศไทย" กำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ที่ดึงดูดคลื่นชาวต่างชาติให้ย้ายสำมะโนครัวมาพำนักระยะยาว ด้วยทำเลทองทางยุทธศาสตร์ ค่าครองชีพที่สมเหตุสมผล และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์


ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ปัจจุบัน "ราชอาณาจักรไทย" กำลังเนื้อหอมสุด ๆ ในหมู่ชาวต่างชาติที่มองหาบ้านหลังที่สองเพื่อการอยู่อาศัยในระยะยาว ปัจจัยสำคัญมาจากความลงตัวของเสถียรภาพ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมเสน่ห์ซึ่งหาตัวจับยาก


หากมองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีน ถือเป็นศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอาเซียน โดยมีพรมแดนเชื่อมต่อกับเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ทำเลทองนี้เมื่อผสานเข้ากับระบบคมนาคมที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งโครงข่ายรถไฟ สนามบินที่เชื่อมต่อทั่วโลก และเส้นทางคมนาคมทางบกที่ครอบคลุม จึงทำให้ไทยกลายเป็น "ฐานที่มั่นธรรมชาติ" สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปมาในภูมิภาคนี้ สำหรับหลายคน เมืองไทยจึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนชั่วคราว แต่คือสถานที่ที่พวกเขาเลือกจะลงหลักปักฐานอย่างจริงจัง


นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยโดดเด่นคือระบบความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ เครือข่ายระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดจนความได้เปรียบทางธรรมชาติที่ช่วยกำบังภัยจากสภาพอากาศรุนแรง โดยมีแนวเทือกเขาช่วยปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจากพายุใหญ่

เมื่อเติมเต็มด้วยความอุดมสมบูรณ์ของ "อาหารไทย" ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ค่าครองชีพที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล และบรรยากาศบ้านเมืองที่สงบสุขร่มเย็น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมประเทศไทยจึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจคนจากทั่วทุกมุมโลก


"กรุงเทพมหานคร" แชมป์ตลอดกาลในใจชาวต่างชาติ

สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และชาว Digital Nomad (ผู้ที่ทำงานทางไกลผ่านระบบดิจิทัล) "กรุงเทพฯ" ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง โดยมี "แนวระเบียงสุขุมวิท" ตั้งแต่อโศก ทองหล่อ พร้อมพงษ์ ไปจนถึงเอกมัย เป็นแกนกลางสำคัญของชุมชนชาวต่างชาติ


ย่านนี้รายล้อมไปด้วยความสะดวกสบายของรถไฟฟ้า BTS และ MRT เต็มไปด้วยร้านอาหารนานาชาติ พื้นที่นั่งทำงาน (Co-working Space) และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตระดับสากล โดยเฉพาะย่าน "ทองหล่อและพร้อมพงษ์" ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตคนเมืองระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มชาวญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป


ส่วนใครที่ชอบความสโลว์ไลฟ์และบรรยากาศที่ผ่อนคลายลงมาหน่อย มักจะเทใจให้ย่าน "อารีย์" บนถนนพหลโยธิน เขตพญาไท ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องร้านกาแฟฮิป ๆ ตลาดท้องถิ่น และบรรยากาศชุมชนที่อบอุ่น เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความสะดวกสบายของเมืองใหญ่กับเสน่ห์ของชุมชนดั้งเดิม


ขยับลงมาทางใต้ ย่านธุรกิจอย่าง "สาทร-สีลม" คือพิกัดยอดนิยมของกลุ่มคนทำงานในองค์กร ด้วยทำเลที่ใกล้กับบริษัทข้ามชาติและสถานทูตต่าง ๆ จึงเป็นทำเลทองของนักบริหารระดับสูง ขณะที่กลุ่มครอบครัวและผู้ที่มองหาพื้นที่อยู่อาศัยที่กว้างขวางขึ้นในราคาที่คุ้มค่า เริ่มขยับขยายออกไปยังย่าน "บางนา" และ "กรุงธนบุรี" ซึ่งเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวกสบายไม่แพ้กัน

 

ปักหมุดนอกกรุง: จากเมืองชายทะเลสู่เสน่ห์แห่งขุนเขา


ถัดจากเมืองหลวง ประเทศไทยยังมีอีกหลายจังหวัดที่เป็นขวัญใจของชาวต่างชาติในการพำนักระยะยาว ดังนี้:

เชียงใหม่: ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อาหารเหนือที่เลิศรส และชุมชนชาวต่างชาติที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะย่าน "นิมมานเหมินท์" ที่ได้พัฒนาเป็นศูนย์รวมคาเฟ่ พื้นที่ทำงาน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และผู้เกษียณอายุ
พัทยาและภูเก็ต: สองเมืองตากอากาศชายทะเลที่ยังคงรักษาแชมป์ในการดึงดูดผู้ที่รักทะเลแต่ยังต้องการความสะดวกสบายแบบเมืองใหญ่ โดยย่าน "จอมเทียน" ในพัทยามีอัตราการเติบโตของผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด
เกาะสมุย: กลายเป็นสวรรค์ของชาว Digital Nomad และผู้ที่รักการใช้ชีวิตริมหาด ด้วยความพร้อมของโรงเรียนนานาชาติ สนามบิน และบริการที่ได้มาตรฐาน
หัวหิน: เมืองตากอากาศสุดคลาสสิกที่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตวัยเกษียณที่เงียบสงบ โดยเฉพาะในกลุ่มชาวอิตาลีและยุโรป

นอกจากนี้ เมืองรองที่น่าจับตามองอย่าง เชียงราย รวมถึงจังหวัดในภาคอีสานอย่าง ขอนแก่น และอุดรธานี ก็เริ่มเข้าสู่อยู่ในเรดาร์ของชาวต่างชาติที่แสวงหาวิถีชีวิตพื้นเมืองที่แท้จริง เงียบสงบ และมีค่าครองชีพที่ย่อมเยา

 

นโยบายรัฐบาล: เปิดประตูต้อนรับด้วยไมตรีจิต


การเติบโตของชุมชนต่างชาติในไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความตั้งใจของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ผลักดันนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี หรือ "Destination Thailand 365" ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปรับเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ มาเป็นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักในประเทศระยะยาว (High-value, Long-stay)


มาตรการไฮไลต์ที่จับต้องได้คือ การเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ "Destination Thailand Visa (DTV)" ซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad และผู้ทำงานทางไกลที่มีรายได้สูงโดยเฉพาะ นอกเหนือจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นลดขั้นตอนความยุ่งยากทางราชการผ่านการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในไทย


แผนการพัฒนายังครอบคลุมถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดนิทรรศการ งานประชุม และกิจกรรมระดับนานาชาติ การพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับชุมชนต่างชาติระยะยาว ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวและการอยู่อาศัย ขณะเดียวกัน เรื่อง "ความปลอดภัย" ก็เป็นหัวใจสำคัญ โดยมีการวางแผนเชื่อมโยงระบบประกันภัยภาคบังคับเข้ากับระบบสาธารณสุขแห่งชาติ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวและบุคลากรผู้ให้บริการ


มาตรการทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่ตระหนักว่า ความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศไทย ส่วนหนึ่งผูกพันอยู่กับความสามารถในการดึงดูดกลุ่มคนทำงานที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก และรัฐบาลพร้อมแล้วที่จะทำให้มั่นใจว่า ทุกคนที่เลือกประเทศไทยเป็น "บ้าน" จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและดีที่สุด

 

ความคิดเห็น

×
แชร์ บทความ
สงวนลิขสิทธิ์ 2022 โดย กรมประชาสัมพันธ์
สถิติการเข้าชม : 183,511,153