ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วโลก ประเทศไทยกำลังขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อช่วงชิงเค้กก้อนใหญ่ในตลาดนี้ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเปิดบ้านเป็นเจ้าภาพจัดงานเจรจาธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ "Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026" หวังใช้เวทีนี้ผสานพลังระหว่างเสน่ห์การเยียวยาแบบวิถีไทยดั้งเดิม กับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ระดับโลก เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวสายสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลก
งานนี้ถือเป็นสะพานเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจครั้งสำคัญ โดย ททท. ได้เชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพรายใหญ่จากต่างประเทศถึง 74 ราย มาร่วมจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยอีก 68 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจสปา ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกัน แพทย์ทางเลือก ไปจนถึงเวลเนสรีสอร์ตหรู ซึ่งสะท้อนถึงการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ของท่องเที่ยวไทยที่มุ่งเน้น “คุณค่า” และ “ความยั่งยืน” มากกว่าแค่จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยว
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้ฉายภาพเป้าหมายในครั้งนี้ว่า ททท. มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพของไทยให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมทั้งกระจายรายได้ด้วยการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเชื่อมโยงทั้งเมืองหลักและเมืองรอง โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน
ขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาลที่มองข้ามไม่ได้
เมื่อมองในเชิงพาณิชย์ เหตุผลที่ไทยต้องรุกตลาดนี้อย่างจริงจังมีความชัดเจนอย่างยิ่ง สถาบัน Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่า ตลาดการท่องเที่ยวเชิงเวลเนสทั่วโลกกำลังเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10.2 ต่อปี และจะพุ่งทะยานสู่มูลค่า 1.35 ทรีลเลียนดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 43 ล้านล้านบาท ภายในปี 2028 ขณะที่เศรษฐกิจเวลเนสภายในประเทศไทยเองก็มีมูลค่าสูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วกว่าภาคการท่องเที่ยวทั่วไป
ความน่าสนใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คือ “กำลังซื้อ” ที่สูงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลระบุว่า นักท่องเที่ยวเวลเนสชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึงร้อยละ 36
ขณะที่นักท่องเที่ยวสายสุขภาพในประเทศเองก็มียอดใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึงร้อยละ 163 ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 24 จาก 145 ประเทศในดัชนีเศรษฐกิจเวลเนสโลก ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง
ชู 3 ไม้ตาย และ ‘วัฒนธรรมสุขภาพวิถีไทย’ ที่ยากเลียนแบบ
ททท. ได้สรุปจุดแข็งสำคัญที่เป็นอาวุธหลักของไทยไว้ 3 ประการ คือ มาตรฐานการบริการทางการแพทย์ระดับสูงที่ทั่วโลกยอมรับ, ความหลากหลายของโปรแกรมสุขภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่การแพทย์สมัยใหม่ไปจนถึงการดูแลทางเลือก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ "ความเป็นไทย" ที่ยากจะมีใครลอกเลียนแบบได้
คำว่า "วัฒนธรรมสุขภาพวิถีไทย" (Thai Indigenous Health Culture) ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การนวดสปาตามโรงแรม แต่คือศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่หยั่งรากลึกจากภูมิปัญญาการปรับสมดุล "ธาตุทั้ง 4" (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ในร่างกาย มีการผสมผสานศาสตร์การบำบัดพื้นบ้าน เช่น ภูมิปัญญาล้านนาทางภาคเหนือ หรือพิธีกรรมเวลเนสแบบปักษ์ใต้ เข้ากับหลักการเจริญสติแบบพุทธ การเยียวยาด้วยธรรมชาติ (อาบป่า) และโภชนาการจากสมุนไพรออร์แกนิก ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่มองว่าอาการป่วยทางกายสัมพันธ์กับสมดุลทางจิตใจและจิตวิญญาณ
เปิดพฤติกรรมเชิงลึก เสิร์ฟบริการให้ตรงใจ “รายภูมิภาค-รายสัญชาติ”
เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถออกแบบบริการได้ตรงจุด ททท. ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคจนสามารถจำแนกนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ตั้งแต่กลุ่มคนรักสุขภาพที่เน้นการป้องกัน, กลุ่มคนทำงานเมืองที่ต้องการหนีความวุ่นวาย, กลุ่มวัยเกษียณที่เน้นการฟื้นฟูและชะลอวัย, กลุ่มที่ต้องการเยียวยาภาวะหมดไฟ (Burnout), กลุ่มพรีเมียมกระเป๋าหนัก และกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวทั่วไปแต่ต้องการสอดแทรกประสบการณ์สุขภาพ
นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่าแต่ละภูมิภาคของไทยมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ด้านเวลเนสที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน:
ภาคเหนือ: โดดเด่นด้วยศาสตร์แพทย์แผนล้านนาและการปฏิบัติธรรมเพื่อฟื้นฟูจิตใจ
ภาคเหนือตอนล่าง: เน้นกิจกรรมเดินเขาเชิงประวัติศาสตร์อย่างมีสติและพิธีกรรมบำบัดพื้นบ้าน
ภาคอีสาน: ชูจุดขายอาหารออร์แกนิกแบบฟาร์มสู่โต๊ะ (Farm-to-Table) และการทำสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ
ภาคกลางและกรุงเทพฯ: ศูนย์รวมรีสอร์ตเวลเนสระดับพรีเมียม โรงพยาบาลชั้นนำที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย รวมถึงสถานประกอบการนวดไทยมาตรฐานสูง
ภาคใต้: สวรรค์ของโยคะริมหาด วารีบำบัดจากน้ำพุร้อนธรรมชาติ และอาหารสมุนไพรใต้ท้องถิ่น ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแถบยุโรปและอเมริกาเหนือได้เป็นอย่างดี
ความเข้าใจในความต้องการที่แตกต่างกันของนักท่องเที่ยวแต่ละสัญชาติก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น ชาวเยอรมันจะชื่นชอบการทำสมาธิ โยคะ และน้ำพุร้อนระดับพรีเมียม ขณะที่ชาวอังกฤษและญี่ปุ่นจะหลงใหลการนวดแผนไทยและสมุนไพร ส่วนชาวฝรั่งเศสจะเปิดรับการอบไอน้ำสมุนไพรและการอาบป่า ด้านชาวอเมริกันเน้นธรรมชาติบำบัด และชาวจีนให้ความสนใจเรื่องเวชศาสตร์ชะลอวัย
การขับเคลื่อนงาน Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดงานจัดคู่ธุรกิจทั่วไป แต่เป็นก้าวกลยุทธ์สำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากการเป็นเพียง "เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม" สู่การเป็น "ศูนย์กลางเวลเนสชั้นนำของเอเชีย" อย่างเต็มภาคภูมิและยั่งยืน